|
ลุมพินีวัน คือสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
ในตำบลลุมมินเด ก่อนนั้นยังอยู่ในเขตอินเดีย คราวเมื่อแบ่งปันเขตแดนหลังสงคราม
(๒๔๙๓) ลุมพินีวันตกอยู่ในเขตของประเทศเนปาล
ลุมพินีวันพุทธอุทยาน สร้างขึ้นเพื่ออนุสรณ์สถานแห่งปีฉลองพุทธชยันตี
๒๕ พุทธศตวรรษ สมัยที่ท่านอูถั่น ชาวพุทธพม่า ครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ
ได้ปรารภและเชื้อเชิญชาวพุทธทั่วโลก ให้รวมใจกันสร้างพุทธานุสรณ์สถาน
น้อมเป็นพุทธบูชาองค์พระบรมศาสดา ผู้ประกาศพุทธธรรมนำสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกมาแล้ว
๒,๕๐๐ กว่าปี
บรรดาประเทศผู้นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลก
ได้ตอบสนองในดำริของท่านอูถั่นอย่างท่วมท้น พร้อมด้วยขอให้องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกเป็นแกนประสานงาน
กับโครงการพัฒนาลุมพินีสถานของรัฐบาลเนปาล โดยจัดให้มีพื้นที่ปลูกป่าใหญ่นับหมื่นเอเคอร์
จัดสรรพื้นที่ให้เป็นพุทธอุทยาน พร้อมกับเชื้อเชิญประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา
มาดำเนินการก่อสร้างวัดนานาชาติบริเวณ Monastic Zone เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ศิลปะ และวัฒนธรรม ตามแบบสถาปัตยกรรมของชาตินั้นๆ ในพื้นที่
๖,๐๐๐ ไร่ ขณะนี้ มีวัดจากประเทศต่างๆ รวม ๑๓ แห่ง
เสาหินอโศก
|
|
เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ตั้งอยู่ในวงล้อมของรั้วเหล็ก
พระเจ้าอโศกมหาราชผู้ครองนครปาฏลีบุตร ได้ปักเสาหินนี้ตามคำยืนยันของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระหรือสายมหายานเรียกว่า
พระอุปคุต ขณะครองราชได้ ๒๐ ปี หลังพุทธปรินิพพานได้
๒๓๖ ปี เมื่อทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตรเสร็จแล้ว
ก็เสด็จธรรมยาตราจาริกแสวงบุญบูชาสังเวชนียสถานทั่วชมพูทวีป
สักการะพุทธสถาน ตามหมู่สงฆ์มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ
เป็นประธาน พระองค์ได้หลักปักเขตว่าตรงนี้เป็นที่พระมหาสัตว์ประสูติจากพระครรภ์มารดา
|
หลวงจีนถังซัมจั๋งบันทึกไว้ว่า ได้พบรูปวิคฑะ (ม้า) ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเสาวางอยู่พื้นดิน
เท่าที่ปรากฏรูปที่พระเจ้าอโศกสร้างบนยอดศิลาจารึกทั่วไปนั้น
มักเป็นรูปสิงห์ ๔ ตัวบ้าง สิงห์ตัวเดียวบ้าง และรูปวัวบ้าง
แต่ที่ลุมพินีคงเป็นการพิเศษ ที่สร้างขึ้นเป็นรูปม้า คงหมายถึงพาหนะคู่ใจที่พาออกบรรพชาก็ได้
เวลาที่หลวงจีนมาถึงที่นี้ ลุมพินีกลายเป็นป่าแล้ว
โดยรอบบริเวณจะเป็นซากอิฐที่ก่อขึ้น ทั้งทรงกลมและสี่เหลี่ยม
เป็นการต่อเติมจากซากที่ขุดเจอในใต้ดิน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้มองเห็นว่า
ณ บริเวณนี้ในยุคที่พุทธศาสนายังรุ่งเรืองอยู่ เคยเป็นสังฆารามที่มีพระสงฆ์อยู่นับจำนวนพัน
และเจดีย์ขนาดต่างๆ สถานที่ตั้งเครื่องบูชา และเสนาสนะสงฆ์
มีผู้ศรัทธาสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา และมีสระโบกขรณีลึกลงเป็นชั้นๆ
สามารถเดินรอบได้ น้ำในสระใสพอที่จะเห็นเงาสะท้อนของต้นโพธิ์ใหญ่ได้ชัดเจน
สระแห่งนี้เชื่อกันว่าเป็นจุดเดียวกับสระโบราณที่พระนางสิริมหามายา
พุทธมารดาสรงน้ำก่อนถวายการประสูติพระราชกุมาร
ในหลักฐานของ ดร.ฟือห์เรอร์ ผู้ค้นพบเสาศิลาจารึกนี้เป็นคนแรก
เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๓๘ (๑๘๙๕) ขณะที่พบเป็นเพียงหลักศิลาจารึก
ที่อิฐหักกากปูนกองทับถมอยู่หลายฟุต ต้องขุดเศฐอิฐเศฐปูนเหล่านั้นออกเสียก่อนจึงจะเห็นอักษรที่เสาได้
วัดส่วนสูงของเสาได้ขนาด ๒๖ ฟุต ๖ นิ้ว ซึ่ง ๘ ฟุต ๖ นิ้ว
ฝังอยู่ในดิน วัดส่วนกลมได้ ๗ ฟุต ๓ นิ้ว กล่าวกันว่าเดิมสูงประมาณ
๗๐ ฟุต
|
|
|
เจมส์ ปรินเซป (James Prinsep) ชาวอังกฤษ เป็นผู้อ่านอักษรพรหมีที่จารึกไว้ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกสำเร็จเมื่อ
พ.ศ.๒๓๘๐(๑๘๓๗) โดยพยายามถอดความหมายจากอักษรโบราณ
ต้องใช้เวลาถึง ๗ ปี ภาษาไทย ความว่า
|
|
|
|
เทวาน
ปิเยน ปิยทสิน ลาชิน วีสติวสาภิสิเตน
อตน อาคาจ มหียิเต หิท พุเธ ชาเต สกฺยมุนีติ
ลีลาวิคฑภี จา กาลาปิต สิลาถเก จ อุสปาปิเต
หิท ภควํ ชาเติ ลุมินิคาเม อุพลิเก กเฏ อฐ ภาคิเย
จ ฯ
........................................................................(Thai
Script) |
|
พระเจ้าเทวานัมปิยะ ปิยทัสสี เมื่อทรงได้รับอภิเษกแล้ว
๒๐ ปี ได้เสด็จมานมัสการ ณ ที่นี้ด้วยพระองค์เอง
ด้วยว่าพระพุทธศากยมุนีได้ประสูติ ณ ที่นี้ ทรงให้สร้างรูปสลักหิน
(บางท่านแปลว่ารั้วหิน) และประดิษฐานหลักศิลาไว้เป็นที่หมาย
โดยมีพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ สถานที่นี้
จึงทรงโปรดให้หมู่บ้านลุมพินีไม่ต้องเสียภาษีทั่วไป
และทรงให้เสียแต่เพียงหนึ่งในแปดของผลผลิต เป็นค่าภาษีที่ดิน
(บางท่านแปลว่า แม้ส่วนดังกล่าวนี้ก็ทรงให้งดด้วย
|
|
มายาเทวีวิหาร
|
|
|
มายาเทวีวิหาร เมื่อก่อนนั้นเป็นวิหารสร้างด้วยอิฐกับปูน
เป็นอาคารยกระดับ มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านหลัง
ภายในมีรูปพระนางสิริมหามายาเทวีแกะสลักด้วยหิน
พุทธมารดายืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่ พร้อมกับพระสนม
และข้างหน้าเป็นรูปเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะ กำลังก้าวพระบาทไปบนดอกบัว
เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากของชาวฮินดู-เนปาล มีผู้มาชมและสักการะอยู่สม่ำเสมอ
|
|
ปัจจุบันนี้โครงการพัฒนาลุมพินี ของรัฐบาลเนปาลได้สร้างอาคาร
ที่มีทางขึ้นลง ข้างบนเป็นลานกว้าง พอนั่งสวดมนต์ในตอนเย็นๆได้
บริเวณส่วนนี้ได้สร้างเจดีย์ทรงเนปาลไว้ หากเข้าไปมองลงไปที่ประตูเจดีย์นั้น
จะเห็นรูปสลักหินการประสูติ ซึ่งเป็นวัตถุโบราณที่มีค่า ส่วนด้านล่างในตัวอาคาร
สามารถเข้าไปภายใน เดินชมฐานอิฐโบราณ และซากเจดีย์เก่าตั้งอยู่
ในที่นั้นจะมีแผ่นศิลาขนาด ๕x๕ นิ้ว ซึ่งพบเมื่อคราวซ่อมแซมอาคารเก่า
เมื่อ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ นักสำรวจเชื่อกันว่า เป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง
ที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างไว้เป็นอนุสรณ์ อันเป็นการยืนยันว่าพระกุมารเสด็จพระดำเนินได้
๗ ก้าวจริงๆ
ด้านทิศตะวันตกของอาคาร คือเสาศิลาจารึก ที่พระเจ้าอโศกทรงปักไว้
ณ จุดที่พระพุทธองค์ประสูติ โดยส่วนมากผู้มาแสวงบุญจะมาเวียนประทักษิณ
และเจริญภาวนา ตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงการเกิดที่นี่ นอกจากนั้นบริเวณทิศใต้ของสระโบกขรณี
ต้นโพธิ์ใหญ่ถือเป็นที่อาศัยสวดมนต์ของนักแสวงบุญ
|