www.watthailumbini.org



===============
     หน้าเมนูหลัก
===============
 - มุมหนังสือแจก
 - ต้นกล้าในนาบุญ
 - อู่นอน เรือนพักกาย
 - อู่ปัญญา หอสวดมนต์
 - อู่ข้าว โรงทาน
 - สัมมาอาชีโว
 - โรงเรียนปริยัติธรรมนานาชาติ
 - ปฏิมากรรมนำพุทธศาสนา

ประมวลภาพกิจกรรม
 - ศาสนกิจประจำวัน
 - การฟื้นฟู-เผยแผ่
 - ศาสนสงเคราะห์
 - บุญญพิธีในโอกาสต่างๆ
 - ศาสนสัมพันธ์กับสงฆ์นานาชาติ
- งานบวชกุลบุตรในพุทธภูมิ
 - บรรพชากุลบุตรชาวเนปาล
 - บวชกุลบุตร-กุลธิดาชาวเนปาล
 - บิณฑบาตในพรรษากาล
 - สมาธิภาคปฏิบัติ(พุทธาภิเษก)
 - พิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ
 - วางศิลาฤกษ์กุฏิกรรมฐาน
 - มุทิตาสักการะพระราชาคณะ
 - คณะราชการไทยเข้าเยี่ยมวัด
 - คณะ A.I.A. เครือนำทอง
กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ
 - ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖
   สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
 - ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๖
   สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
 - ๓ กันยายน ๒๕๔๖
   สมเด็จพระญาณสังวร
   สมเด็จพระสังฆราช

กิจกรรมพิเศษสำหรับทุกท่าน
 - ไปเยี่ยมวัดกันเถอะ
 - โครงการสร้างวัดไทย
   ในแดนพุทธภูมิ
 - รับอาสาสมัครช่วยงาน
 - คณะศรัทธาไปแสวงบุญฯ
 - ตั้งชื่อ มงคลนาม
   ให้ท่านและบุตรหลาน
 - รับพร ทำบุญในวันเกิด
 - ติดต่อสอบถามสถานที่พัก
 - ตอบปัญหาธรรมตามพุทธสถาน
 - สิ่งที่วัดกำลังประสงค์ขณะนี้

สกุ๊ปพิเศษ
 - ท่องเที่ยวเนปาล

พุทธอุทยานลุมพินีวัน
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แดนประสูติของพระพุทธเจ้า
ที่ชาวโลกใฝ่ฝัน ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอได้มานมัสการ

         ลุมพินีวัน คือสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ในตำบลลุมมินเด ก่อนนั้นยังอยู่ในเขตอินเดีย คราวเมื่อแบ่งปันเขตแดนหลังสงคราม (๒๔๙๓) ลุมพินีวันตกอยู่ในเขตของประเทศเนปาล

         ลุมพินีวันพุทธอุทยาน สร้างขึ้นเพื่ออนุสรณ์สถานแห่งปีฉลองพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ สมัยที่ท่านอูถั่น ชาวพุทธพม่า ครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ปรารภและเชื้อเชิญชาวพุทธทั่วโลก ให้รวมใจกันสร้างพุทธานุสรณ์สถาน น้อมเป็นพุทธบูชาองค์พระบรมศาสดา ผู้ประกาศพุทธธรรมนำสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกมาแล้ว ๒,๕๐๐ กว่าปี
         บรรดาประเทศผู้นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลก ได้ตอบสนองในดำริของท่านอูถั่นอย่างท่วมท้น พร้อมด้วยขอให้องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกเป็นแกนประสานงาน กับโครงการพัฒนาลุมพินีสถานของรัฐบาลเนปาล โดยจัดให้มีพื้นที่ปลูกป่าใหญ่นับหมื่นเอเคอร์ จัดสรรพื้นที่ให้เป็นพุทธอุทยาน พร้อมกับเชื้อเชิญประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา มาดำเนินการก่อสร้างวัดนานาชาติบริเวณ Monastic Zone เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ตามแบบสถาปัตยกรรมของชาตินั้นๆ ในพื้นที่ ๖,๐๐๐ ไร่ ขณะนี้ มีวัดจากประเทศต่างๆ รวม ๑๓ แห่ง

เสาหินอโศก

เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ตั้งอยู่ในวงล้อมของรั้วเหล็ก พระเจ้าอโศกมหาราชผู้ครองนครปาฏลีบุตร ได้ปักเสาหินนี้ตามคำยืนยันของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระหรือสายมหายานเรียกว่า พระอุปคุต ขณะครองราชได้ ๒๐ ปี หลังพุทธปรินิพพานได้ ๒๓๖ ปี เมื่อทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตรเสร็จแล้ว ก็เสด็จธรรมยาตราจาริกแสวงบุญบูชาสังเวชนียสถานทั่วชมพูทวีป สักการะพุทธสถาน ตามหมู่สงฆ์มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธาน พระองค์ได้หลักปักเขตว่าตรงนี้เป็นที่พระมหาสัตว์ประสูติจากพระครรภ์มารดา

           หลวงจีนถังซัมจั๋งบันทึกไว้ว่า ได้พบรูปวิคฑะ (ม้า) ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเสาวางอยู่พื้นดิน เท่าที่ปรากฏรูปที่พระเจ้าอโศกสร้างบนยอดศิลาจารึกทั่วไปนั้น มักเป็นรูปสิงห์ ๔ ตัวบ้าง สิงห์ตัวเดียวบ้าง และรูปวัวบ้าง แต่ที่ลุมพินีคงเป็นการพิเศษ ที่สร้างขึ้นเป็นรูปม้า คงหมายถึงพาหนะคู่ใจที่พาออกบรรพชาก็ได้ เวลาที่หลวงจีนมาถึงที่นี้ ลุมพินีกลายเป็นป่าแล้ว
โดยรอบบริเวณจะเป็นซากอิฐที่ก่อขึ้น ทั้งทรงกลมและสี่เหลี่ยม เป็นการต่อเติมจากซากที่ขุดเจอในใต้ดิน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้มองเห็นว่า ณ บริเวณนี้ในยุคที่พุทธศาสนายังรุ่งเรืองอยู่ เคยเป็นสังฆารามที่มีพระสงฆ์อยู่นับจำนวนพัน และเจดีย์ขนาดต่างๆ สถานที่ตั้งเครื่องบูชา และเสนาสนะสงฆ์ มีผู้ศรัทธาสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา และมีสระโบกขรณีลึกลงเป็นชั้นๆ สามารถเดินรอบได้ น้ำในสระใสพอที่จะเห็นเงาสะท้อนของต้นโพธิ์ใหญ่ได้ชัดเจน สระแห่งนี้เชื่อกันว่าเป็นจุดเดียวกับสระโบราณที่พระนางสิริมหามายา พุทธมารดาสรงน้ำก่อนถวายการประสูติพระราชกุมาร
                  ในหลักฐานของ ดร.ฟือห์เรอร์ ผู้ค้นพบเสาศิลาจารึกนี้เป็นคนแรก เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๓๘ (๑๘๙๕) ขณะที่พบเป็นเพียงหลักศิลาจารึก ที่อิฐหักกากปูนกองทับถมอยู่หลายฟุต ต้องขุดเศฐอิฐเศฐปูนเหล่านั้นออกเสียก่อนจึงจะเห็นอักษรที่เสาได้ วัดส่วนสูงของเสาได้ขนาด ๒๖ ฟุต ๖ นิ้ว ซึ่ง ๘ ฟุต ๖ นิ้ว ฝังอยู่ในดิน วัดส่วนกลมได้ ๗ ฟุต ๓ นิ้ว กล่าวกันว่าเดิมสูงประมาณ ๗๐ ฟุต

คำจารึก

 

           เจมส์ ปรินเซป (James Prinsep) ชาวอังกฤษ เป็นผู้อ่านอักษรพรหมีที่จารึกไว้ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกสำเร็จเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๐(๑๘๓๗) โดยพยายามถอดความหมายจากอักษรโบราณ ต้องใช้เวลาถึง ๗ ปี ภาษาไทย ความว่า

เทวาน ปิเยน ปิยทสิน ลาชิน วีสติวสาภิสิเตน
อตน อาคาจ มหียิเต หิท พุเธ ชาเต สกฺยมุนีติ
ลีลาวิคฑภี จา กาลาปิต สิลาถเก จ อุสปาปิเต
หิท ภควํ ชาเติ ลุมินิคาเม อุพลิเก กเฏ อฐ ภาคิเย จ ฯ
........................................................................(Thai Script)

           พระเจ้าเทวานัมปิยะ ปิยทัสสี เมื่อทรงได้รับอภิเษกแล้ว ๒๐ ปี ได้เสด็จมานมัสการ ณ ที่นี้ด้วยพระองค์เอง ด้วยว่าพระพุทธศากยมุนีได้ประสูติ ณ ที่นี้ ทรงให้สร้างรูปสลักหิน (บางท่านแปลว่ารั้วหิน) และประดิษฐานหลักศิลาไว้เป็นที่หมาย โดยมีพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ สถานที่นี้ จึงทรงโปรดให้หมู่บ้านลุมพินีไม่ต้องเสียภาษีทั่วไป และทรงให้เสียแต่เพียงหนึ่งในแปดของผลผลิต เป็นค่าภาษีที่ดิน (บางท่านแปลว่า แม้ส่วนดังกล่าวนี้ก็ทรงให้งดด้วย

มายาเทวีวิหาร

           มายาเทวีวิหาร เมื่อก่อนนั้นเป็นวิหารสร้างด้วยอิฐกับปูน เป็นอาคารยกระดับ มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านหลัง ภายในมีรูปพระนางสิริมหามายาเทวีแกะสลักด้วยหิน พุทธมารดายืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่ พร้อมกับพระสนม และข้างหน้าเป็นรูปเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะ กำลังก้าวพระบาทไปบนดอกบัว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากของชาวฮินดู-เนปาล มีผู้มาชมและสักการะอยู่สม่ำเสมอ

           ปัจจุบันนี้โครงการพัฒนาลุมพินี ของรัฐบาลเนปาลได้สร้างอาคาร ที่มีทางขึ้นลง ข้างบนเป็นลานกว้าง พอนั่งสวดมนต์ในตอนเย็นๆได้ บริเวณส่วนนี้ได้สร้างเจดีย์ทรงเนปาลไว้ หากเข้าไปมองลงไปที่ประตูเจดีย์นั้น จะเห็นรูปสลักหินการประสูติ ซึ่งเป็นวัตถุโบราณที่มีค่า ส่วนด้านล่างในตัวอาคาร สามารถเข้าไปภายใน เดินชมฐานอิฐโบราณ และซากเจดีย์เก่าตั้งอยู่ ในที่นั้นจะมีแผ่นศิลาขนาด ๕x๕ นิ้ว ซึ่งพบเมื่อคราวซ่อมแซมอาคารเก่า เมื่อ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ นักสำรวจเชื่อกันว่า เป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง ที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างไว้เป็นอนุสรณ์ อันเป็นการยืนยันว่าพระกุมารเสด็จพระดำเนินได้ ๗ ก้าวจริงๆ

           ด้านทิศตะวันตกของอาคาร คือเสาศิลาจารึก ที่พระเจ้าอโศกทรงปักไว้ ณ จุดที่พระพุทธองค์ประสูติ โดยส่วนมากผู้มาแสวงบุญจะมาเวียนประทักษิณ และเจริญภาวนา ตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงการเกิดที่นี่ นอกจากนั้นบริเวณทิศใต้ของสระโบกขรณี ต้นโพธิ์ใหญ่ถือเป็นที่อาศัยสวดมนต์ของนักแสวงบุญ

 
วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล สังเวชนียสถานที่ประสูติ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาล แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว